ฝ่ายความมั่นคงยืนยันว่าไม่เคยกดดันหรือขับไล่ครอบครัวแวมะนอ ออกจากโรงเรียนญิฮาดวิทยา หรือปอเนาะญิฮาด อ.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี ที่ถูกศาลแพ่งสั่งริบที่ดิน ทั้งยังเตรียมแนวทางช่วยเหลือพัฒนาโรงเรียน

เหมือนกับแห่งอื่นๆ ที่เคยเกิดปัญหา

เพียงแต่ต้องต่อสู้คดีตามขั้นตอนให้เรียบร้อยก่อน

ครอบครัวแวมะนอ นำโดย นางยาวาฮี และ นายบันยาล แวมะนอ ภรรยาและบุตรชายของ นายดูนเลาะ แวมะนอ อดีตครูใหญ่โรงเรียนญิฮาดวิทยา พากันขนข้าวของออกจากบ้านซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินผืนเดียงกับปอเนาะตั้งแต่เมื่อวันอาทิตย์ที่ 14 ก.พ.2559 ซึ่งเป็นวันครบกำหนดที่ขอศาลขยายเวลาอุทธรณ์คดีที่พวกเขาแพ้บนศาลแพ่งจนถูกศาลสั่งริบที่ดินให้ตกเป็นของแผ่นดิน

เหตุผลของศาลที่สั่งริบที่ดินอันเป็นที่ตั้งของปอเนาะญิฮาดก็คือ ที่ดินผืนนี้ถูกใช้เป็นสถานที่ฝึกของกลุ่มก่อความไม่สงบ โดย นายดูนเลาะ ตกเป็นผู้ต้องหาคดีก่อการร้ายและกบฏแบ่งแยกดินแดน ซึ่งเขาหลบหนีไปจากโรงเรียนไปนานนับสิบปีแล้ว

พล.ท.มณี จันทร์ทิพย์ รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า กล่าวว่า ฝ่ายรัฐได้เปิดโอกาสให้ครอบครัวแวมะนอต่อสู้ตามกระบวนการ และก่อนหน้านี้ได้พูดคุยกับหลายฝ่ายเพื่อให้มีการพัฒนาพื้นที่เป็นแหล่งเรียนรู้ เป็นสถานที่การมีส่วนร่วมของชุมชนที่สามารถใช้ประโยชน์ได้ จะสร้างเป็นมัสยิดก็ยังได้ รัฐพยายามทำตามกฎหมายเพื่อให้สังคมเกิดความสงบสุข

เขายังยกตัวอย่างโรงเรียนอิสลามบูรพา จ.นราธิวาส ที่เคยถูกทางการสั่งปิด แต่ภายหลังก็ช่วยเหลือให้เปิดการเรียนการสอนขึ้นใหม่ และสามารถพัฒนาได้ โดยเปลี่ยนวีธีคิดเพื่อพัฒนาพื้นที่ร่วมกัน

ฉะนั้นหลังจากนี้จะต้องมีการพูดคุยกับทุกฝ่ายว่าทางจังหวัดและกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า จะให้ความช่วยเหลืออย่างไรบ้าง และคิดว่าจะต้องลงพื้นที่เพื่อชี้แจงให้ประชาชนรับทราบข้อเท็จจริงว่ารัฐไม่ได้รังแกหรือขับไล่ แต่ได้ดำเนินการตามกฎหมายทุกประการ

ร.อ.ศิริพงศ์ อังกระโทก ผู้บังคับกองร้อยทหารพรานที่ 4202 (ผบ.ร้อย ทพ.4202) กล่าวว่า ตั้งแต่มีข่าวศาลสั่งริบที่ดิน ก็ได้เข้าไปเยี่ยมครอบครัวและชี้แจงว่าทางเจ้าหน้าที่ไม่เคยไล่ แต่ที่เข้าไปก็เพื่อสอบถามและให้ความช่วยเหลือ เพื่อรายงานผู้บังคับบัญชา

“ทางการตั้งใจจะช่วยเหลือในเรื่องการฟื้นฟูโรงเรียนให้สามารถเปิดสอนใหม่ได้อีกครั้งเมื่อคดีสิ้นสุดลง แต่เมื่อทางครอบครัวด่วนตัดสินใจเช่นนี้ ก็ต้องรายงานไปยังผู้บังคับบัญชาอีกครั้งและรอคำสั่งลงมาว่าจะให้ดำเนินการอย่างไรต่อไป” ผู้กองศิริพงศ์ กล่าว

รัฐเล่นตลก-สู้ปัญหาไม่ไหว

สำหรับครอบครัวแวมะนอ ได้เก็บข้าวของออกจากบ้าน ไปพักอยู่ที่มัสยิดบ้านท่าด่าน หรือ มัสยิดอัสากอฟะห์ซัลอัสลามียะห์ ต.ตะโละกาโปร์ อ.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี ตั้งแต่วันอาทิตย์ที่ 14 ก.พ.2559 และใช้ห้องเรียนตาดีกาซาจาดะห์เป็นที่นอนและทำอาหาร โดยมีประชาชนในพื้นที่ ตลอดจนนักเรียนปอเนาะ เดินทางไปเยี่ยมเป็นจำนวนมาก บ้างก็บริจาคเงินและข้าวสารช่วยเหลือครอบครัวด้วย

นางยาวาฮี กล่าวว่า ตอนแรกตั้งใจจะยื่นอุทธรณ์ แต่หลังจากมีบรรยากาศไม่ค่อยน่าไว้วางใจ ทั้งเจ้าหน้าที่ทหาร และ ศอ.บต. (ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้) ต่างเข้ามาให้ความมั่นใจว่าให้ยื่นอุทธรณ์แล้วจะชนะคดีแน่นอน ทำให้รู้สึกว่าไม่น่าไว้ใจ บวกกับความรู้สึกของครอบครัวตลอด 11 ปีที่ต่อสู้คดีมา (หมายถึงคดีที่ นายดูนเลาะ สามีถูกออกหมายจับ) ต้องเจอปัญหาหนักเกินกว่าจะรับไหว จึงรับอะไรเพิ่มไม่ได้อีกแล้ว

“ถ้าต้องเจออีกเราคงรับไม่ไหว ไม่อยากเจ็บอีกแล้ว หลังจากนี้อยากใช้ชีวิตเหมือนชาวบ้านปกติ อยากให้ทุกอย่างจบ คิดว่าต่างฝ่ายต่างอยู่ดีกว่า ถือเป็นเหตุผลที่ตัดสินใจไม่ยื่นอุทธรณ์และย้ายครอบครัวออกมา ส่วนอนาคตได้ฝากความหวังไว้กับศิษย์เก่า โรงเรียน และชาวบ้าน”

ยาวาฮี เล่าว่า ครอบครัวของนางเป็นครอบครัวใหญ่ มีกันทั้งหมด 14 คน เป็นผู้ใหญ่ 6 คน เด็ก 8 คน ในจำนวนผู้ใหญ่ 6 คนเป็นผู้หญิงถึง 5 คน ชราแล้ว 1 คน คือ นางติอาวอ แวดอเลาะ อายุ 75 ปี มารดาของยาวาฮี ส่วนอีกคนกำลังตั้งครรภ์ได้ 8 เดือน คือ นางอามีเนาะ จูและ นอกจากนั้นก็มีตัวยาวาฮีเอง, ซูไฮลา แวมะนอ ลูกสาวคนโต, มัสตูรียา แวมะนอ ลูกสาวคนเล็ก มีผู้ชาย 1 คนคือ บัลยาน แวมะนอ นอกจากนั้นอีก 8 คนเป็นเด็ก มีเด็กผู้หญิง 2 คน เด็กผู้ชาย 5 คน

“เราเจออะไรมามากแล้ว นับจากพ่อ นายบือราเฮงถูกยิง ลูกชายคนโตถูกยิง บัลยานก็ถูกเชิญตัวไปอยู่ที่ค่ายอิงยุทธบริหาร 15 วัน จากนั้นก็ต้องต่อสู้คดีที่ดินปอเนาะจนแพ้ ถามว่าจะเอาแรงที่ไหนสู้ต่อไปได้อีก ตลอดเวลาที่ผ่านมาเราไม่สามารถทำงานได้เลย เงินที่พอมีบ้างตอนนี้ก็ไม่เหลือแล้ว เพราะเราไม่มีอาชีพมาหลายปี”
“วันนี้หมดทั้งแรงกายแรงใจที่จะสู้จริงๆ ขอถอยออกมาตั้งหลักใหม่กับชีวิตใหม่ที่ยังไม่รู้ว่าจะต้องเจออะไรบ้าง แต่ก็ถือว่ายังดีกว่าที่ต้องสู้อย่างที่ผ่านมา วันหนึ่งบอกอย่าให้สู้ อีกวันมาบอกให้เราสู้ มันคืออะไร ถ้าไม่ได้หมายความว่ารัฐกำลังเล่นตลกกับครอบครัว” ยาวาฮี เผยความรู้สึก

ไม่ต้องถามว่าเจ็บปวดแค่ไหน...

ติอาวอ แวดอเลาะ มารดาของยาวาฮี ซึ่งมีชื่อเป็นหนึ่งในเจ้าของที่ดิน กล่าวว่า หลังจากที่ลูกบอกว่าจะมาอยู่มัสยิด ก็ได้แต่ยิ้มเพื่อสู้กับมัน พยายามไม่คิด ไม่เครียดอะไร เพื่อให้ทุกคนสบายใจ ทุกอย่างที่เจอกับครอบครัวถือว่าเป็นความประสงค์ของอัลลอฮ์

“ไม่ต้องถามว่าเจ็บปวดแค่ไหน เพราะไม่มีคำพูดใดๆ เลยที่จะพูดออกมาได้ว่าทำไมต้องมาเจอเรื่องแบบนี้” ติอาวอในวัย 75 ปี กล่าว

อยากอยู่ที่บ้านแต่อยู่ไม่ได้...

หนึ่งในลูกหลานของครอบครัวแวมะนอ คือ ด.ช.วิลดาน มะเซ็ง นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนอนุบาลปัญญาศาสตร์ ต.ปะนาเระ อ.ปะนาเระ จ.ปัตตานี โดยทันทีที่เขาย้ายตามครอบครัวไปพักที่มัสยิดบ้านท่าด่าน เพื่อนๆ และครูที่โรงเรียนก็ได้ตามไปเยี่ยมทันที
“ตอนนี้ต้องย้ายมาอยู่ที่มัสยิด ใช้ห้องเรียนของโรงเรียนตาดีกาซาจาดะห์เป็นที่นอน ที่กินข้าว และที่เล่น รู้สึกเสียใจ อยากกลับไปอยู่ที่บ้านแต่กลับไม่ได้เพราะถูกทหารไล่ ไม่ให้อยู่ ดีใจที่เพื่อนๆ มาเยี่ยม เพื่อนทุกคนต่างบริจาคเงินให้คนละ 1 บาท 2 บาท ขอขอบคุณทุกคนที่ไม่ทิ้งพวกเรา”

ไม่มีใครเชื่อที่รัฐกล่าวอ้าง

นายซำซูดิง แมฮะ ผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลปัญญาศาสตร์ กล่าวว่า หลังจากทราบข่าวเรื่องปอเนาะญิฮาดก็รู้สึกเสียใจที่โรงเรียนปอเนาะต้องมาเจอปัญหา ส่วนตัวไม่คิดว่าจะจบแบบนี้

“ผมพาเด็กนักเรียนมาเยี่ยมครอบครัวของวิลดาน เขาเรียนอยู่ที่โรงเรียน อนุบาลปัญญาศาสตร์มาตั้งแต่เล็กๆ รู้สึกว่าเขาเหมือนลูกคนหนึ่ง เมื่อครอบครัวเขาเดือดร้อน ทุกคนก็ร่วมเจ็บปวดกับเขาด้วย ผมไม่เชื่อว่าที่ดินตรงนั้นจะถูกนำไปใช้เพื่อสาธารณประโยชน์อย่างที่รัฐกล่าวอ้าง ชาวบ้านในพื้นที่ไม่มีใครเชื่อเลยว่ามันคือเรื่องจริง” ซำซูดิง กล่าว

isranews.org

Announcement & Statements

Latest News

Latest Articles

Special Report